December 19, 2016

ปีหน้าทำอะไรดี? มาดูเทรนด์การตลาดของปี 2017 กัน

VDO marketing

1. พอแล้วภาพนิ่ง ปีหน้าต้องภาพเคลื่อนไหวด้วยวิดิโอมาร์เก็ตติ้ง

Visual Content สำคัญมาซักพักแล้วเพราะคนเราชอบดูภาพมากกว่าอ่านข้อความ แต่สำหรับตอนนี้เป็นแค่ภาพคงไม่พอแล้ว แต่ต้องเป็นวิดิโอ ดูจากปีนี้มีโซเชียลมีเดียที่ให้โพสต์วิดิโอสั้น หรือที่เรียกว่าแอพฯ Micro Video เกิดขึ้นมากมาย เช่น LINE Moment ส่วนแอพฯ เดิมๆ ก็พัฒนาฟีเจอร์ Live กันมากขึ้น แม้แต่การโพสต์ก็มีวิดิโอมากขึ้นด้วย เจ้าของธุรกิจบน LINE@ ก็โพสต์วิดิโอบนหน้า Timeline กันบ่อยขึ้น

การนำเสนอด้วยภาพเคลื่อนไหวทำให้ยอดคลิกสูงขึ้นและการลิงก์ไปที่วิดิโอยังช่วยเพิ่ม Conversion หรือคนที่มาซื้อสินค้าและบริการเราจริงๆ ได้ถึง 80% ส่วนในปีหน้า Synadacast บอกไว้ว่า ทราฟฟิกบนโลกอินเทอร์เน็ตจะมุ่งไปที่วิดิโอถึง 74%

รู้แบบนี้แล้ว เจ้าของธุรกิจคนไหนที่ไม่อยากตกเทรนด์ ปีหน้าเตรียมคิดคอนเทนต์วิดิโอกันได้เลย

การตลาดออนไลน์ปี 2017

2. เอาใจเฉพาะกลุ่มเป้าหมายด้วยการตลาดเฉพาะบุคคล

ในช่วงหลังนี้ บ่อยครั้งที่เราเห็นสินค้าจาก SMEs ที่ทำเป็นชื่อเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า หรือเครื่องประดับ ทั้งนี้ก็เพราะลูกค้าชอบสินค้าที่เป็นเฉพาะบุคคล Deloitte ระบุว่า 36% ของลูกค้า ชอบสินค้าและบริการที่สร้างขึ้นมาเพื่อเฉพาะบุคคล

นอกจากสินค้าและบริการแล้ว การตลาดก็เช่นกัน การทำการตลาดส่วนบุคคลอาจจะใช้เพศ อายุ ความชอบ หรือดูจากประวัติการซื้อก็ได้ การตลาดแบบนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษและรู้สึกถึงความเกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลให้ Click-through-rate หรือยอดคลิกสูงขึ้น แถมยอดซื้อซ้ำยังเพิ่มขึ้นด้วยเพราะ 50% ของลูกค้าจะซื้อซ้ำกับร้านที่มีการสื่อสารแบบเฉพาะบุคคล คิดดูสิคุณเสียยอดขายไปเท่าไหร่ที่มองข้ามการสื่อสารแบบนี้

การบริการลูกค้าก็เป็นอีกอย่างที่สร้างความประทับใจได้ เหมือนกับการตอบคำถามและพูดคุยผ่านแชท 1 ต่อ 1 ก็นับเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ชั้นดี และเป็นโอกาสที่จะสร้างความรู้สึกดีๆ กับลูกค้า พอลูกค้าชอบแบรนด์ของเรา เค้าก็จะช่วยเป็นกระบอกเสียงและบอกต่อมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น บริษัททัวร์ที่เน้นเอาใจคนรักทะเลอย่าง เลิฟลี่ สตูล ทราเวล ก็เลือกใช้ประวัติการแชทบน LINE@ เพื่อดูว่าก่อนหน้านี้ลูกค้าซื้อแพ็กเกจแบบไหน แล้วก็แนะนำแพ็กเกจที่เป็นสไตล์เดียวกันให้ เอาใจกันขนาดนี้ยอดขายจะไม่เพิ่มขึ้นได้ยังไง สถิติจาก Smartfocus ยังบอกอีกว่าการตลาดส่วนบุคคลส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 19% รู้แบบนี้แล้ว เจ้าของธุรกิจคงต้องรีบหยิบวิธีนี้ไปใช้กันแล้วแหละ

การตลาดออนไลน์ปี 2017

3. ไม่ไช่แค่โซเชียลมีเดีย แต่เป็น Social Commerce

กระแส E-Commerce และ Marketplace คงเริ่มๆ หนาวๆ เพราะกระแส Social Commerce หรือการซื้อขายผ่าน Social Media กำลังมา แม้ว่าการใส่สินค้าในตะกร้าจะง่ายดายแค่ไม่กี่คลิก แต่ผู้บริโภคกลับอุ่นใจกว่าที่ได้สอบถาม พูดคุยผ่านบนสนทนาก่อนซื้อสินค้า

นี่เป็นเหตุผลหลักเลยที่ทำให้ LINE@ เป็นที่นิยมสำหรับการปิดการขายของคนขายของออนไลน์ เพราะไม่ว่าจะโพสต์สินค้าหรือบริการที่แพลตฟอร์มไหน สุดท้ายแล้วลูกค้าก็จะแอด LINE@ เพื่อสอบถามเพิ่มเติม

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือนักการตลาดที่ยังไม่ใช้ LINE@ บอกเลยว่าคุณพลาดโอกาสสร้างยอดขายไปมหาศาล แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายที่จะ เปิด Account LINE@ ได้เลยฟรีๆ

การตลาดออนไลน์ปี 2017

4. ให้ BOT ช่วยดูแลลูกค้า

กระแสที่มาพร้อมๆ กับ Social Commerce ก็คือการโต้ตอบผ่านแชทด้วย BOT เพื่อตอบรับผู้บริโภคจำนวนมากโดยเฉพาะคนไทยที่ชอบพูดคุยก่อนตัดสินใจซื้อ การใช้ BOT จะทำให้การตอบกลับรวดเร็วทันใจผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ชอบรอและมีตัวเลือกอื่นล่อตาล่อใจอยู่ นอกจากนี้ยังดูแลไปได้ถึงการบริการลูกค้าด้วย

สำหรับ LINE@ เองก็มีระบบตอบกลับอัตโนมัติ (Keyword Auto-Reply) ที่สามารถสร้างเองง่ายๆ ไม่ต้องจ้าง Developer แค่กรอกคำต่างๆ ลงในระบบเท่านั้นเอง เมื่อไหร่ที่ไม่สะดวกตอบแชทก็ให้ระบบตอบกลับอัตโนมัติทำงานแทนได้ ถ้าเป็นบริษัทก็มักจะใช้ฟีเจอร์นี้หลังเวลาทำการ เพื่อให้ระบบช่วยดูแลลูกค้าแม้เวลาที่พนักงานไม่อยู่ ส่วนคนขายออนไลน์ตัวเล็กๆ ที่มีงานหลักเป็นพนักออฟฟิส ก็มักให้ระบบตอบลูกค้าในช่วงกลางวันที่ตัวเองไม่สะดวกตอบแชท

LINE@ ขายของออนไลน์

5. ทำธุรกิจ B2B ต้องมีคอนเทนต์

ที่ผ่านมาธุรกิจแบบ B2C หรือที่ขายให้ผู้บริโภคโดยตรงใช้คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งกันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว แต่ธุรกิจ B2B หรือที่ขายสินค้าให้ธุรกิจยังไม่ค่อยกระโดดเข้ามาในโลกโซเชียลมีเดียอย่างจริงจังมากนัก แต่ในปี 2016 เริ่มหันมาใช้กันมากขึ้นและเพิ่มแพลตฟอร์มมากขึ้น การใช้คอนเทนต์เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาในแพลตฟอร์ตต่างๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งขึ้น

ผลสำรวจจาก Content Marketing Institute ยังระบุอีกว่ากว่า 70% ของบริษัทจะทำคอนเทนต์เยอะขึ้นเพราะช่วยเรื่องยอดขายจริง การใช้คอนเทนต์ดึงดูดลูกค้ายังง่ายขึ้นสำหรับธุรกิจ SMEs ที่ไม่มีกำลังคนทำ Direct Sales มากมายอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่ากลุ่มเจ้าของธุรกิจก็เข้ามาใช้ LINE@ เพิ่มขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิต ตัวแทนจำหน่าย ขายส่ง หรือแม้แต่ใช้สร้างสัมพันธ์กับพาร์ทเนอร์อย่าง Wongnai for Business ก็หันมาใช้ LINE@ เพื่อการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะการอยู่บนโลกออนไลน์คงจะสมบูรณ์แบบไปไม่ได้ถ้าขาดการปิดการขายด้วย LINE

ข้อมูลอ้างอิง

สมัคร LINE@