ปีหน้าทำอะไรดี? มาดูเทรนด์การตลาดของปี 2017 กัน

VDO marketing

1. พอแล้วภาพนิ่ง ปีหน้าต้องภาพเคลื่อนไหวด้วยวิดิโอมาร์เก็ตติ้ง

Visual Content สำคัญมาซักพักแล้วเพราะคนเราชอบดูภาพมากกว่าอ่านข้อความ แต่สำหรับตอนนี้เป็นแค่ภาพคงไม่พอแล้ว แต่ต้องเป็นวิดิโอ ดูจากปีนี้มีโซเชียลมีเดียที่ให้โพสต์วิดิโอสั้น หรือที่เรียกว่าแอพฯ Micro Video เกิดขึ้นมากมาย เช่น LINE Moment ส่วนแอพฯ เดิมๆ ก็พัฒนาฟีเจอร์ Live กันมากขึ้น แม้แต่การโพสต์ก็มีวิดิโอมากขึ้นด้วย เจ้าของธุรกิจบน [email protected] ก็โพสต์วิดิโอบนหน้า Timeline กันบ่อยขึ้น

การนำเสนอด้วยภาพเคลื่อนไหวทำให้ยอดคลิกสูงขึ้นและการลิงก์ไปที่วิดิโอยังช่วยเพิ่ม Conversion หรือคนที่มาซื้อสินค้าและบริการเราจริงๆ ได้ถึง 80% ส่วนในปีหน้า Synadacast บอกไว้ว่า ทราฟฟิกบนโลกอินเทอร์เน็ตจะมุ่งไปที่วิดิโอถึง 74%

รู้แบบนี้แล้ว เจ้าของธุรกิจคนไหนที่ไม่อยากตกเทรนด์ ปีหน้าเตรียมคิดคอนเทนต์วิดิโอกันได้เลย

2. เอาใจเฉพาะกลุ่มเป้าหมายด้วยการตลาดเฉพาะบุคคล

ในช่วงหลังนี้ บ่อยครั้งที่เราเห็นสินค้าจาก SMEs ที่ทำเป็นชื่อเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า หรือเครื่องประดับ ทั้งนี้ก็เพราะลูกค้าชอบสินค้าที่เป็นเฉพาะบุคคล Deloitte ระบุว่า 36% ของลูกค้า ชอบสินค้าและบริการที่สร้างขึ้นมาเพื่อเฉพาะบุคคล

นอกจากสินค้าและบริการแล้ว การตลาดก็เช่นกัน การทำการตลาดส่วนบุคคลอาจจะใช้เพศ อายุ ความชอบ หรือดูจากประวัติการซื้อก็ได้ การตลาดแบบนี้จะทำให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษและรู้สึกถึงความเกี่ยวข้อง ซึ่งส่งผลให้ Click-through-rate หรือยอดคลิกสูงขึ้น แถมยอดซื้อซ้ำยังเพิ่มขึ้นด้วยเพราะ 50% ของลูกค้าจะซื้อซ้ำกับร้านที่มีการสื่อสารแบบเฉพาะบุคคล คิดดูสิคุณเสียยอดขายไปเท่าไหร่ที่มองข้ามการสื่อสารแบบนี้

การบริการลูกค้าก็เป็นอีกอย่างที่สร้างความประทับใจได้ เหมือนกับการตอบคำถามและพูดคุยผ่านแชท 1 ต่อ 1 ก็นับเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ชั้นดี และเป็นโอกาสที่จะสร้างความรู้สึกดีๆ กับลูกค้า พอลูกค้าชอบแบรนด์ของเรา เค้าก็จะช่วยเป็นกระบอกเสียงและบอกต่อมากยิ่งขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น บริษัททัวร์ที่เน้นเอาใจคนรักทะเลอย่าง เลิฟลี่ สตูล ทราเวล ก็เลือกใช้ประวัติการแชทบน [email protected] เพื่อดูว่าก่อนหน้านี้ลูกค้าซื้อแพ็กเกจแบบไหน แล้วก็แนะนำแพ็กเกจที่เป็นสไตล์เดียวกันให้ เอาใจกันขนาดนี้ยอดขายจะไม่เพิ่มขึ้นได้ยังไง สถิติจาก Smartfocus ยังบอกอีกว่าการตลาดส่วนบุคคลส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น 19% รู้แบบนี้แล้ว เจ้าของธุรกิจคงต้องรีบหยิบวิธีนี้ไปใช้กันแล้วแหละ

การตลาดออนไลน์ปี 2017

3. ไม่ไช่แค่โซเชียลมีเดีย แต่เป็น Social Commerce

กระแส E-Commerce และ Marketplace คงเริ่มๆ หนาวๆ เพราะกระแส Social Commerce หรือการซื้อขายผ่าน Social Media กำลังมา แม้ว่าการใส่สินค้าในตะกร้าจะง่ายดายแค่ไม่กี่คลิก แต่ผู้บริโภคกลับอุ่นใจกว่าที่ได้สอบถาม พูดคุยผ่านบนสนทนาก่อนซื้อสินค้า

นี่เป็นเหตุผลหลักเลยที่ทำให้ [email protected] เป็นที่นิยมสำหรับการปิดการขายของคนขายของออนไลน์ เพราะไม่ว่าจะโพสต์สินค้าหรือบริการที่แพลตฟอร์มไหน สุดท้ายแล้วลูกค้าก็จะแอด [email protected] เพื่อสอบถามเพิ่มเติม

ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจหรือนักการตลาดที่ยังไม่ใช้ [email protected] บอกเลยว่าคุณพลาดโอกาสสร้างยอดขายไปมหาศาล แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สายที่จะ เปิด Account [email protected] ได้เลยฟรีๆ

4. ให้ BOT ช่วยดูแลลูกค้า

กระแสที่มาพร้อมๆ กับ Social Commerce ก็คือการโต้ตอบผ่านแชทด้วย BOT เพื่อตอบรับผู้บริโภคจำนวนมากโดยเฉพาะคนไทยที่ชอบพูดคุยก่อนตัดสินใจซื้อ การใช้ BOT จะทำให้การตอบกลับรวดเร็วทันใจผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ชอบรอและมีตัวเลือกอื่นล่อตาล่อใจอยู่ นอกจากนี้ยังดูแลไปได้ถึงการบริการลูกค้าด้วย

สำหรับ [email protected] เองก็มีระบบตอบกลับอัตโนมัติ (Keyword Auto-Reply) ที่สามารถสร้างเองง่ายๆ ไม่ต้องจ้าง Developer แค่กรอกคำต่างๆ ลงในระบบเท่านั้นเอง เมื่อไหร่ที่ไม่สะดวกตอบแชทก็ให้ระบบตอบกลับอัตโนมัติทำงานแทนได้ ถ้าเป็นบริษัทก็มักจะใช้ฟีเจอร์นี้หลังเวลาทำการ เพื่อให้ระบบช่วยดูแลลูกค้าแม้เวลาที่พนักงานไม่อยู่ ส่วนคนขายออนไลน์ตัวเล็กๆ ที่มีงานหลักเป็นพนักออฟฟิส ก็มักให้ระบบตอบลูกค้าในช่วงกลางวันที่ตัวเองไม่สะดวกตอบแชท

5. ทำธุรกิจ B2B ต้องมีคอนเทนต์

ที่ผ่านมาธุรกิจแบบ B2C หรือที่ขายให้ผู้บริโภคโดยตรงใช้คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งกันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว แต่ธุรกิจ B2B หรือที่ขายสินค้าให้ธุรกิจยังไม่ค่อยกระโดดเข้ามาในโลกโซเชียลมีเดียอย่างจริงจังมากนัก แต่ในปี 2016 เริ่มหันมาใช้กันมากขึ้นและเพิ่มแพลตฟอร์มมากขึ้น การใช้คอนเทนต์เพื่อดึงดูดลูกค้าเข้ามาในแพลตฟอร์ตต่างๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็นยิ่งขึ้น

ผลสำรวจจาก Content Marketing Institute ยังระบุอีกว่ากว่า 70% ของบริษัทจะทำคอนเทนต์เยอะขึ้นเพราะช่วยเรื่องยอดขายจริง การใช้คอนเทนต์ดึงดูดลูกค้ายังง่ายขึ้นสำหรับธุรกิจ SMEs ที่ไม่มีกำลังคนทำ Direct Sales มากมายอีกด้วย

เห็นได้ชัดว่ากลุ่มเจ้าของธุรกิจก็เข้ามาใช้ [email protected] เพิ่มขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงงานผลิต ตัวแทนจำหน่าย ขายส่ง หรือแม้แต่ใช้สร้างสัมพันธ์กับพาร์ทเนอร์อย่าง Wongnai for Business ก็หันมาใช้ [email protected] เพื่อการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะการอยู่บนโลกออนไลน์คงจะสมบูรณ์แบบไปไม่ได้ถ้าขาดการปิดการขายด้วย LINE

ข้อมูลอ้างอิง

Popular Posts

5 วิธีสื่อสารธุรกิจให้ปัง สร้างความสำเร็จด้วยมือถือเครื่องเดียว

เราอยู่ในยุคที่ทุกคนมีโอกาสจับเงินล้าน ยิ่งมีสมาร์ทโฟนมากขึ้น เจ้าของธุรกิจก็ยิ่งมีโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ผ่านการทำตลาดที่เราเรียกกันว่า Mobile Marketing

ข้อมูลล่าสุดบอกว่า ประชากรไทยมี 70 ล้านคน แต่จำนวนมือถือที่ถูกใช้ในประเทศนี้คือ 82.78 ล้านเครื่อง และตัวเลขนี้จะสูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อบริษัทในจีนเริ่มทุ่มตลาดสมาร์ทโฟนระดับล่างมากขึ้น

ถ้าไม่อยากพลาดโอกาสร้างยอดขายจากเทรนด์ Mobile Marketing มาดูกันว่า 5 วิธีที่จะช่วยสื่อสารธุรกิจให้ประสบความสำเร็จด้วยมือถือเครื่องเดียว มีอะไรบ้าง

1. เลือกเครื่องมือให้ตรงกับโจทย์ของธุรกิจ


นี่คือโจทย์แรกๆ ที่เจ้าของธุรกิจจะต้องคิด เมื่อเริ่มโปรโมทธุรกิจด้วยตัวเอง เพราะมีโซเชียลมีเดียหลายๆ แบบให้เลือกใช้งานเพื่อสื่อสารธุรกิจ รวมทั้ง [email protected] ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในกลุ่มคนทำธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเจ้าของธุรกิจมีทางเลือกมากขึ้น แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ทั้งหมด เพราะแต่ละแพลตฟอร์มก็มีคาแรกเตอร์ และลักษณะของผู้ใช้งานที่แตกต่างกันออกไป

ในกรณีของ [email protected] จะเหมาะกับการเข้าถึงลูกค้าเป็นรายบุคคลเพื่อปิดการขาย หรือกระตุ้นยอดขายเมื่อมีสินค้าใหม่ เพราะข้อมูลล่าสุดจาก We are social บอกว่า 40% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนจะอยู่ที่หน้าจอของแอปแชทมากกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือใดๆ ก็ตามในการสื่อสารธุรกิจ ควรกลับไปดูที่โจทย์ทางการตลาดเป็นหลัก โดยเฉพาะกับธุรกิจในระยะเริ่มต้น เพราะช่วยให้ไม่ต้องเสียทั้งเงินและเวลาไปกับสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

2. ออกแบบคอนเทนต์ให้เป็นมิตรกับหน้าจอมือถือ

LINE@ for SMEs
เมื่อการสื่อสารธุรกิจเป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ก็สามารถทำได้บนมือถือ ผลที่ตามมาก็คือ การแข่งขันในด้านคอนเทนต์ เพราะธุรกิจหลายๆ รายต่างพยายามช่วงชิงความสนใจของผู้คนบนพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆ ซึ่งก็คือหน้าจอสมาร์ทโฟน

ข้อมูลล่าสุดจาก Internet Bureau Advertising UK ยืนยันว่า มูลค่าการโฆษณาผ่านมือถือคิดเป็น 56% ของการโฆษณาในช่องทางดิจิทัลทั้งหมด นั่นคือเหตุผลที่ทำให้หน้าจอของเราถูกถล่มด้วยคอนเทนต์ในหลายๆ รูปแบบ

ที่สำคัญก็คือ การต่อสู้เพื่อช่วงชิงความสนใจบนหน้าจอสี่เหลี่ยมไม่ได้จำกัดเฉพาะคอนเทนต์จากธุรกิจคู่แข่งเท่านั้น ยังมี Notification ของแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่จะโผล่มาดึงความสนใจของลูกค้าได้ตลอดเวลา

สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องคิดก็คือ “ทำอย่างไรให้ผู้ชมหยุดนิ้วโป้งไว้ที่คอนเทนต์ของเรา”

นอกเหนือไปจากความโดดเด่นสะดุดตา คอนเทนต์ก็ควรจะสั้น กระชับ ได้ใจความ เหมาะสำหรับการอ่านหรือรับชมบนพื้นที่สี่เหลี่ยมเล็กๆ อย่างหน้าจอมือถือ และต้องสามารถสื่อสารไอเดียของธุรกิจได้จนจบ

ทุกวันนี้มีเครื่องมือช่วยสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ดังกล่าวให้เลือกใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น ฟีเจอร์ Rich message ใน [email protected] ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้เจ้าของธุรกิจฝังลิงก์ลงไปในรูปสวยๆ แล้วส่งไปถึงลูกค้าบนหน้าจอแชท เพื่อให้พวกเขาสามารถติดตามต่อไปได้จนถึงปลายทางเพื่อสั่งซื้อสินค้า

การเลือกใช้ภาพประกอบที่น่าสนใจชวนคลิก การแบ่งวรรคตอนของบทความให้อ่านง่าย การใช้อีโมติคอนน่ารักๆ มาประกอบ รวมไปถึงการทำวิดีโอสั้นๆ ที่เล่าเรื่องน่าสนใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คอนเทนต์เป็นมิตรกับหน้าจอมือถือมากขึ้น และแน่นอนว่ามันคือโอกาสในการสร้างยอดขาย

3. “แชท” จุดเริ่มต้นของ Loyalty ในระยะยาว


เมื่อธุรกิจไม่ได้ต้องการแค่ยอดขาย แต่หวังไปถึงการสร้าง Loyalty เพื่อทำกำไรในระยะยาว สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อลูกค้าให้ความไว้วางใจ

เช่นเดียวกันกับที่งานวิจัยด้านการตลาดหลายๆ ชิ้นพูดตรงกันว่า คนรู้จัก เพื่อน และคนในครอบครัว มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการ เพราะคนเหล่านี้ “ไว้ใจได้” ในสายตาของลูกค้า

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “มือถือ” คือตัวกลางที่ทำให้การสร้างความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับลูกค้าเป็นไปได้ง่ายขึ้น และนั่นคือหัวใจสำคัญของการตลาดผ่านมือถือ

การสื่อสารธุรกิจในยุคนี้จะต้องมีลักษณะ “ทุกที่ ทุกเวลา” เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นได้ “ทุกที่ ทุกเวลา” ตราบใดที่พวกเขายังออนไลน์ได้ด้วยสมาร์ทโฟน

คำถามที่ตามมาคือ ธุรกิจจะสร้างความไว้วางใจได้อย่างไร? วิธีที่ดีที่สุดแบบไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเองก็คือ ศึกษาจากคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว

คุณโอ๋ เจ้าของธุรกิจเจคิวปูม้านึ่ง Delivery (@JQPUUMANUNG) เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนซื้อกับคนขายเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้

ด้วยแนวคิดนี้ ทำให้แอดมิน [email protected] ทั้ง 19 คนของเจคิวปูม้านึ่ง Delivery ต้องเตรียมสแตนด์บายเสมอสำหรับการแชทกับลูกค้า เพราะจากประสบการณ์ของคุณโอ๋ เธอยืนยันว่า การเข้ามาสอบถามของลูกค้าผ่านหน้าจอแชท มีโอกาสกลายเป็นยอดขายถึง 80% หลังจากที่ยิงโปรโมชั่นผ่านการบรอดคาสต์บน [email protected]

ธุรกิจที่น่าจะเห็นประโยชน์จากการแชทมากที่สุดน่าจะเป็นธุรกิจบริการ ขอยกตัวอย่าง “Lovely Satun Travel” (@lovelysatuntravel) ธุรกิจการท่องเที่ยวที่สร้างความรู้สึกพิเศษให้กับลูกค้าผ่านการแชท ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับลูกค้าใหม่ และการย้อนไปอ่านแชทเก่าๆ เพื่อนำเสนอสิ่งที่ตรงกับความชอบของลูกค้าที่เคยใช้บริการกันมาแล้ว

ดังนั้น นอกจากเตรียมช่องทางให้ลูกค้าเข้าถึงธุรกิจได้ง่ายแล้ว ที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือ “คน” เพราะจะเป็นด่านแรกที่สร้างความประทับใจให้กับลูกค้า และจะกลายเป็นความไว้วางใจที่ทำให้เกิดการซื้อซ้ำ

4. มีตัวตนบนโลกออนไลน์อยู่เสมอ


ธุรกิจที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน ควรจะอยู่ในสายตาของลูกค้าอยู่เสมอ ไม่ใช่เฉพาะตอนที่ต้องการจะขาย เพราะหัวใจสำคัญคือ “ความสม่ำเสมอ”

จากพฤติกรรมของผู้คนในยุคดิจิทัล พวกเขาใช้เวลาบนหน้าจอมือถือมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสิ่งที่น่าสนใจและตรงกับความต้องการอยู่ในนั้น นี่คือโอกาสที่ธุรกิจจะพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสายตาของลูกค้า

เพราะความต้องการซื้อเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การถูกเห็นบ่อยๆ จะทำให้ลูกค้านึกออกว่า “ใคร” เป็นคนขายสินค้าเหล่านั้นทันทีที่เกิดความต้องการซื้อ

อย่างที่รู้กันว่าโลกออนไลน์เต็มไปด้วยข้อมูลจำนวนมากจากธุรกิจ โดยที่ทุกธุรกิจมีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือเงินในกระเป๋าลูกค้าที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น ธุรกิจที่ผ่านหูผ่านตาบ่อยๆ ก็จะได้เปรียบ ยิ่งลูกค้าเห็นบ่อย ก็จะยิ่งมีโอกาสทำยอดขายได้ง่ายขึ้น

วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ การโพสต์บนไทม์ไลน์อย่างสม่ำเสมอ โดยที่คอนเทนต์อาจจะเป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่คนสนใจกันในขณะนั้น หรือเป็นคอนเทนต์ที่ช่วยสร้างสีสันให้กับไทม์ไลน์ เป้าหมายของการสื่อสารในลักษณะนี้ก็เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกิจในช่องทางดิจิทัล ซึ่งจะนำไปสู่การขายได้ในวันใดวันหนึ่ง

การสื่อสารธุรกิจในยุคดิจิทัลไม่จำเป็นต้องมี “ยอดขาย” เป็นเป้าหมายไปซะทุกครั้ง เพราะสิ่งที่ธุรกิจต้องมีเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน คือ “ความคุ้นเคย” ที่จะเกิดจากการเห็นบ่อยๆ เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วยบ่อยๆ นั่นเอง

5. จบทุกขั้นตอนการขายให้ได้ในแอปเดียว

LINE@ for SMEs
ความได้เปรียบของการตลาดผ่านมือถือก็คือ กระบวนการตั้งแต่ส่งโปรโมชั่นออกไปหาลูกค้า จนถึงรับคำสั่งซื้อ สามารถเกิดขึ้นได้บนหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในมือทุกคน เรียกว่าจบทุกขั้นตอนด้วยมือถือเครื่องเดียว

ความต้องการของผู้บริโภคเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ก็อย่าลืมว่าเรายังมีช่องว่างระหว่างการเห็นสินค้า การตัดสินใจซื้อ การส่งคำสั่งซื้อ และการจ่ายเงิน ซึ่งช่องว่างตรงนี้เองที่ทำให้หลายๆ ธุรกิจพลาดโอกาสทำยอดขาย

ลองนึกดูว่ากว่าที่ลูกค้าหนึ่งคนต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้างก่อนจะไปถึงขั้นตอนการตัดสินใจซื้อสินค้า และจ่ายเงิน

เริ่มตั้งแต่การเห็น รู้สึกสนใจ อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม และตัดสินใจซื้อ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้ล้วนเกิดขึ้นบนสื่อที่หลากหลาย ผสมผสานกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ยิ่งมีช่องว่างมากก็ยิ่งมีโอกาสหลุดมาก

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีของการทำการตลาดผ่านมือถือ มาถึงจุดที่เจ้าของธุรกิจสามารถจบทุกขั้นตอนด้วยแอปพลิเคชันเดียว เริ่มตั้งแต่ส่งโปรโมชั่นออกไปหาลูกค้า สร้าง Touchpoint ให้ลูกค้าเข้าถึงธุรกิจได้ง่ายขึ้น ไปจนถึงรับคำสั่งซื้อ

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจที่ใช้ [email protected] สามารถยิงโปรโมชั่นออกไปหากลุ่มเป้าหมายด้วยการบรอดคาสต์บน [email protected] เมื่อพวกเขาสนใจก็แชทเข้ามาสอบถามได้ทันที และรับคำสั่งซื้อได้บนหน้าจอเดียวกัน

โอกาสที่ธุรกิจจะปิดยอดขายจากโปรโมชั่นในแต่ละครั้งก็มีมากขึ้น เพราะลูกค้าไม่จำเป็นต้องออกจากแอปพลิเคชันเลย ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการสั่งซื้อ รวมถึงแจ้งการชำระเงินด้วย

หรือพูดในอีกทางหนึ่งก็คือ ธุรกิจควรสื่อสารกับลูกค้าในช่องทางที่พร้อมสำหรับการตัดสินใจซื้อ และรับคำสั่งซื้อ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเสียโอกาสในการขายนั่นเอง

สำหรับใครก็ตามที่กำลังจะเริ่มต้นทำธุรกิจ หรือเริ่มไปแล้ว สามารถนำทั้ง 5 ข้อนี้ไปใช้เป็นแนวทางในการสื่อสารธุรกิจได้ เพราะสามารถทำตามได้ง่ายๆ แค่มีไอเดียกับมือถือเครื่องเดียว

Popular Posts

4 เคล็ดลับอัพยอดขายแบบไม่ต้องเพิ่มเงินลงทุน

SMEs อย่างเราคงไม่สามารถทุ่มงบการตลาดมหาศาลได้อย่างบริษัทใหญ่ แต่ก็มีวิธีเพิ่มยอดขายได้แบบไม่ต้องจ่ายเยอะ วันนี้เรามี 4 เคล็ดลับมาบอกที่จะช่วยให้ธุรกิจเรามีกำไรเยอะขึ้น แบบไม่ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นก็ได้

  1. ขายยกเซ็ต ไม่ต้องเพิ่มลูกค้าก็ได้ แต่อัพเซลล์กันซักหน่อย เช่น ซื้อคู่ถูกกว่า ซื้อเป็นแพ็คประหยัดกว่า ถ้าขายเสื้อก็ลองพ่วงกระโปรงไปด้วย ขายต่างหูลองจัดเป็นเซ็ตดูก็ได้ หรือจะจัดเป็นโปรโมชั่น เช่น ชิ้นที่ 2 ลด 50% แบบนี้ก็ยังได้
  2. สิทธิพิเศษ ข้อนี้คล้ายกับข้อแรก คือพอลูกค้าซื้อเยอะขึ้นก็จะได้สิทธิพิเศษแทนส่วนลด อาจให้เป็นส่งฟรี EMS แบบที่ Pheonix Lava ทำก็ได้ หรือจะแจกกระเป๋าผ้า แจกบัตรสมาชิกก็ยังได้ แอบบอกนิดนึงว่า สิทธิพิเศษยิ่งเอ็กซ์คลูซีฟยิ่งถูกใจ


LINE@ Rich Message

  1. ลดต้นทุน ไม่ต้องขายของได้มากขึ้นเราก็มีกำไรมากขึ้นได้ด้วยการมีต้นทุนที่ถูกลง ลองตรวจสอบต้นทุนทั้งหมดแล้วดูว่าส่วนไหนที่ลดทอนได้บ้าง เช่น ค่าขนส่งเราลดได้ไหม อุปกรณ์แพ็คของลดได้หรือเปล่า ทุกวันนี้เราจ่ายค่าโฆษณาซ้ำซ้อนอยู่ก็ได้ หรือโฆษณาที่จ่ายไปได้ผลตอบรับที่คุ้มค่าไหม
  2. คุยกับลูกค้าเก่า การรักษาลูกค้าเก่านั้น ถูกกว่าลูกค้าใหม่อยู่แล้ว เพราะลูกค้ารู้จักเราอยู่แล้ว ไม่ต้องมาเสียค่าโฆษณาตั้งแต่สร้าง Awareness แต่เริ่มขายได้เลย ตัวอย่างเช่นใช้ Broadcast บน [email protected] เพราะลูกค้าที่ Follow เรา ย่อมรู้จักและชื่นชอบสินค้าของเราอยู่แล้ว แถมลงทุนเบาๆ เพียงแค่ 998 บาท ต่อเดือน แต่รับรองว่าส่ง Broadcast แค่ทีเดียวก็ได้กำไรเกินที่ลงทุนแล้ว เหมือนอย่าง Hamburger Studio ที่สร้างยอดขายถึง 88% จาก [email protected] หรือแม้แต่ aDayFresh ที่เน้นขายลูกค้าบน [email protected] จนสร้างยอดขายได้เป็นหลักล้านต่อเดือน

hamburger studio LINE@ Rich Message
อ่านจบแล้วลองมองกลับไปมองที่ธุรกิจตัวเองดูว่ามีส่วนไหนที่สามารถลดได้หรือส่วนไหนที่เพิ่มแล้วคุ้มค่า ถ้ารู้แล้วว่าอะไรที่ดีต่อธุรกิจเราก็รีบทำเลย อย่ารอช้านะ เดี๋ยวจะไม่ทันคู่แข่ง

Popular Posts

Scroll Up